บทความ
ทำความรู้จัก Clean Room Class ต่างๆ วิธีเลือกประเภทห้องสะอาดให้เหมาะกับอุตสาหกรรมคุณ
25 สิงหาคม 2026
High tech semiconductor clean room class

ในยุคที่เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงและมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์กลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมผลิตยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ความละเอียดสูง “ห้องสะอาด” หรือ “ห้องคลีนรูม” (Clean Room) ได้ก้าวเข้ามาเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในการป้องการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง จุลินทรีย์ และอนุภาคขนาดเล็กในอากาศ

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยที่สุดสำหรับเจ้าของธุรกิจและผู้บริหารโครงการ คือคิดว่า “ห้อง Clean Room แบบไหนก็เหมือนกันหมด” แต่ในความเป็นจริง มาตรฐานห้องสะอาดถูกแบ่งออกเป็นหลายระดับหรือที่เรียกว่า “Clean Room Class” ตามความสะอาดบริสุทธิ์ของอากาศ การเลือกใช้คลาสที่ไม่ถูกต้อง ไม่เพียงแต่จะทำให้โรงงานของคุณไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล (เช่น อย. หรือ GMP) เท่านั้น แต่หากเลือกคลาสที่สูงเกินความจำเป็น ก็จะส่งผลให้งบประมาณการก่อสร้างและค่าไฟในระยะยาวบานปลายอย่างมหาศาล บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักมาตรฐาน Clean Room Class แต่ละประเภท พร้อมแนวทางการเลือกใช้งานให้คุ้มค่าและตรงกับอุตสาหกรรมของคุณมากที่สุดครับ

ความแตกต่างของ Clean Room Class ตามมาตรฐาน ISO 14644-1

มาตรฐานการแบ่งระดับความสะอาดของห้อง Clean Room ที่เป็นยอมรับและใช้งานเป็นหลักในสากลปัจจุบันคือ ISO 14644-1 ซึ่งเกณฑ์ในการจำแนกคลาสจะพิจารณาจาก “จำนวนอนุภาคฝุ่นละออง (Particle Count) ที่มีขนาดตั้งแต่ 0.1 ไมครอน ไปจนถึง 5 ไมครอน ต่อปริมาตรอากาศ 1 ลูกบาศก์เมตร” โดยยิงระดับตัวเลข ISO Class น้อย อากาศภายในห้องก็จะยิ่งมีความสะอาดบริสุทธิ์สูงมากเท่านั้น

นอกจากนี้ ในบางอุตสาหกรรมยังนิยมอ้างอิงมาตรฐานดั้งเดิมของสหรัฐอเมริกาอย่าง Federal Standard 209E (FS 209E) เช่น Class 100, Class 10,000 หรือ Class 100,000 ซึ่งสามารถเปรียบเทียบเกรดกับมาตรฐาน ISO ได้ดังตารางด้านล่างนี้:

ตารางเปรียบเทียบมาตรฐาน Clean Room Class (ISO 14644-1 vs FS 209E)

ISO Standard (ISO 14644-1) US Federal Standard (FS 209E) การใช้งานที่เหมาะสมในอุตสาหกรรม
ISO Class 3 Class 1 อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และนาโนเทคโนโลยีขั้นสูง
ISO Class 4 Class 10 การผลิตไมโครชิป ละอองเลเซอร์ และจอภาพความละเอียดสูง
ISO Class 5 Class 100 ไลน์บรรจุยาฉีดปลอดเชื้อ, สกัดสารชีววัตถุ, ห้องแล็บวิจัยเพาะเชื้อ
ISO Class 6 Class 1,000 การผลิตเลนส์ออปติคัลขั้นสูง และการประกอบเครื่องมือแพทย์ชิ้นส่วนวิกฤต
ISO Class 7 Class 10,000 โรงงานผลิตยาเม็ด/ยาลูกกลิ้ง, เครื่องสำอางเกรดการแพทย์, ไลน์บรรจุอาหารเสริม
ISO Class 8 Class 100,000 โรงงานผลิตอาหารและเครื่องดื่มมาตรฐาน GMP, ห้องเตรียมวัตถุดิบ, โซนเปลี่ยนชุด

อุตสาหกรรมของคุณต้องใช้ห้องสะอาดระดับไหน?

การเลือก Clean Room Class ให้สอดคล้องกับประเภทธุรกิจ ต้องคำนึงถึงข้อกำหนดทางกฎหมาย มาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์ และความเสี่ยงจากการปนเปื้อน โดยสามารถแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมหลักได้ดังนี้:

1. ISO Class 5 (Class 100) สำหรับงานความแม่นยำสูงและห้องแล็บปฏิบัติการ

เป็นห้องสะอาดระดับเข้มงวดสูงมาก เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมที่สิ่งปนเปื้อนขนาดเล็กแม้เพียงนิดเดียวก็สามารถสร้างความเสียหายต่อผลิตภัณฑ์ได้ เช่น:

  • อุตสาหกรรมยาและชีววัตถุ: พื้นที่ปฏิบัติการสำหรับบรรจุยาฉีด (Sterile Injectable Filling Zone) หรือการผสมตัวยาไร้เชื้อตามเกณฑ์ PIC/S GMP เกรด A/B
  • อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์: การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) แผงวงจรความถี่สูง และหัวอ่านฮาร์ดดิสก์

2. ISO Class 7 & 8 (Class 10,000 – 100,000) สำหรับอุตสาหกรรมยา อาหาร และเครื่องสำอาง

เป็นคลาสยอดนิยมที่พบมากที่สุดในภาคการผลิตของประเทศไทย ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมเชื้อรา แบคทีเรีย และฝุ่นละอองทั่วไป:

  • โรงงานผลิตยาและอาหารเสริม (ISO Class 7): พื้นที่ผสมตัวยา เม็ดยา ตลับแคปซูล และไลน์บรรจุผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสอากาศโดยตรง
  • โรงงานผลิตอาหารและเครื่องดื่ม (ISO Class 8 / GMP): ห้องบรรจุอาหารแบบสะอาด (Aseptic Packaging Room) โซนผลิตเครื่องดื่ม และไลน์บรรจุเครื่องสำอาง เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา (Shelf Life)
  • อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์: โซนประกอบชิ้นส่วนและบรรจุชุดอุปกรณ์การแพทย์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อ

เจาะลึกองค์ประกอบสำคัญในการคงมาตรฐาน Clean Room Class

การจะรักษาคลาสของห้อง Clean Room ให้ได้มาตรฐานตามที่ออกแบบไว้ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่เรื่องของการกรองอากาศ แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการระบบวิศวกรรมอาคารอย่างครบวงจร:

1. การเลือกใช้แผ่นฉนวนกันความร้อน (Sandwich Panel) ที่เหมาะสม

วัสดุกั้นผนังและฝ้าเพดานต้องเป็นแผ่นฉนวนสำเร็จรูป (Sandwich Panel) ผิวเรียบมัน ไม่มีร่องรูพรุน ไม่สะสมฝุ่น โดยฉนวนไส้กลางประเภท PIR (Polyisocyanurate) เป็นที่นิยมสูงสุดในห้องสะอาดอุตสาหกรรมอาหารและยา เนื่องจากทนความร้อน ป้องกันไฟ และทนการเช็ดล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเข้มข้นได้เป็นอย่างดี

2. การคำนวณอัตราการหมุนเวียนอากาศ (Air Change per Hour – ACH)

แต่ละ Clean Room Class จะกำหนดอัตราการหมุนเวียนอากาศผ่านกรอง HEPA Filter ที่แตกต่างกันยิ่งคลาสสูง อากาศยิ่งต้องถูกหมุนเวียนและกรองบ่อยขึ้น เช่น:

  • ISO Class 8: อัตราการหมุนเวียนอากาศประมาณ 10 – 25 ครั้ง/ชั่วโมง
  • ISO Class 7: อัตราการหมุนเวียนอากาศประมาณ 30 – 60 ครั้ง/ชั่วโมง
  • ISO Class 5: อัตราการหมุนเวียนอากาศสูงถึง 240 – 480 ครั้ง/ชั่วโมง (หรือใช้การไหลของอากาศแบบ Laminar Flow)

3. ระบบประตูและตู้เป่าลมสะอาด (Air Shower & Interlock Door)

เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นและสิ่งปนเปื้อนจากภายนอกหลุดรอดเข้าไปในห้องสะอาด หน้าห้อง Clean Room จะต้องติดตั้งระบบประตูผ่านเข้า-ออกอัตโนมัติแบบ Interlock (เปิดได้ทีละฝั่ง) ร่วมกับตู้เป่าลมสะอาด Air Shower เพื่อขจัดอนุภาคฝุ่นออกจากชุดปฏิบัติงานของพนักงานก่อนเข้าสู่โซนผลิต

สรุป

การเลือก Clean Room Class ให้เหมาะสม ไม่ใช่เพียงการทำตามเกณฑ์มาตรฐานกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการวางแผนความคุ้มค่าทางการเงินและประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว เจ้าของโครงการควรปรึกษาวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านระบบห้องสะอาดตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนแปลน เพื่อออกแบบคลาสให้ตรงกับประเภทอุตสาหกรรมอย่างแม่นยำที่สุดครับ

Bliss Construction เราคือบริษัทรับเหมาก่อสร้างและออกแบบติดตั้งห้องคลีนรูม (Clean Room) และระบบวิศวกรรมอาคารอุตสาหกรรมครบวงจร ด้วยทีมงานวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เราพร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบห้องสะอาดตามมาตรฐาน ISO 14644-1 และมาตรฐาน อย./GMP คัดสรรวัสดุพรีเมียม ส่งมอบงานตรงเวลา ไม่ทิ้งงาน

ออกแบบห้องสะอาดให้ตรงคลาส ประหยัดงบและได้มาตรฐานสากล ติดต่อ Bliss Construction วันนี้เพื่อรับคำปรึกษาและประเมินราคาโครงการฟรี!

บทความเพิ่มเติม